ในอนาคต ความเป็น "อาชีพ" จะเปลี่ยนแปลงไปในสังคม
คำว่า อาชีพที่ทำเป็นงานประจำแบบรูทีน (เดิมๆ ไม่มีอะไรแปลกใหม่ ทำซ้ำๆ ทุกวัน) จะค่อยๆ ลดบทบาทลง
ส่วนอาชีพที่จะมามีบทบาทมากขึ้นก็คือ อาชีพที่เน้นใช้ "ทักษะ" ที่มีมากกว่าในบทเรียนในโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย เป็นอาชีพที่น่าส่งลูกเรียนไงหล่ะครับ "คุณพ่อ-คุณแม่ น่าจะโฟกัสเรื่องนี้เอาไว้นะ"
และอาชีพที่ใช้ "ทักษะ" เหล่านั้น ไม่ได้เป็นอาชีพในแบบเดิมที่แบ่งกันทั่วไป เช่น หมอ, พยาบาล, วิศวกร, แอร์โฮสเตส หรือกัปตันเครื่องบิน
สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในยุคต่อไป
'เส้นแบ่ง "รายได้" จาก "อาชีพ" จะหายไป
และ สิ่งที่เอามาใช้แบ่ง "รายได้" คือ 'ทักษะ'
-- ใช่!! รายได้ของคนยุคต่อไปจะถูกแบ่งจาก 'ทักษะ' ไม่ใช่ 'อาชีพ' ดังนี้
ประสบการณ์จะก่อเกิดทักษะ
- ทักษะการใช้ภาษาที่สาม
..ยุคก่อนเขาให้ค่าคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ แต่วันนี้ภาษาอังกฤษเป็นเพียงพื้นฐานที่ต้องมี ..เขาจึงให้ค่าภาษาที่สาม
EXP : เวลาเราเดินทางท่องเที่ยวก็เช่นกัน ทั้งเมืองไทย-เมืองนอก ทั้งการอ่านเอกสาร, การพูด การสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ ผู้คน แรกๆ ก็ไม่ชำนาญ...สมัยนี้ก็มีโปรแกรมแปลภาษาบนมือถือ เป็นทักษะที่จะได้ใช้บ่อยมาก ว่ามั้ย
----- - ทักษะการทำงานร่วมกับมนุษย์
..ยุคนี้คนคุ้นเคยกับเครื่องจักรมากกว่ามนุษย์ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเข้าถึงมากขึ้น ทำให้ทักษะการทำงานปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ดูเหมือนจะลดน้อยลง .... นั่นแหล่ะครับ จึงทำให้ปฏิสัมพันธ์ต่อกันมีค่ามากขึ้น เคยได้ยินมั้ยว่า ในการทำงาน สิ่งที่จัดการยากที่สุดไม่ใช่งาน แต่เป็น "คน" นั่นเอง
EXP : เพราะคน เป็นสิ่งมีชีวิตที่หลากหลาย เราจึงต้องเรียนรู้และเข้าใจ ทั้งเข้าใจในทักษะการสื่อสาร, การพิจารณาภาวะอารมณ์, การให้กำลังใจ รวมไปถึงการกระตุ้นให้พวกเขาสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
----- - ทักษะความเชี่ยวชาญ
..ยุคปัจจุบัน คนไม่ได้ทำงานในสาขาที่ได้ร่ำเรียนมากันมากนัก อาจเป็นเพราะ แต่ละคนค้นพบอะไรดีๆ ในตัวเองที่ต่างกัน บางคนค้นพบเร็ว หรือบางคนยังไม่ค้นพบเลยก็เป็นได้ ......ดังนั้น การเรียนสาขาไหน ก็ไม่สำคัญเท่ากับ "เชี่ยวชาญ" อะไร ดังนั้น ยิ่งเชี่ยวชาญมาก "รายได้" ยิ่งเพิ่มมาก
----- - ทักษะความเป็นผู้นำ
..เป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวเองทุกคน แต่อาจจะยังไม่ค้นพบ หรือไม่ค่อยยอมงัดออกมาใช้ง่ายๆ ในสังคมเรา...หลายๆคนมีความกลัวว่า หากเป็นผู้นำ...ก็จะเหนื่อย ต้องจัดการโน่นนี่เยอะไปหมด
..ดังนั้น สังคมยุคนี้จึงเต็มไปด้วยผู้ตาม เราถูกสอนให้คิดตาม ทำตาม เดินตาม
..วันนี้บริษัท/องค์กรต่างๆ จึงควรหันมาให้รางวัลกับคนที่กล้าเดินนำ คิดนำ
องค์กรนั้นๆ ก็จะสามารถพัฒนาบุคลากรที่จะมาเป็น New Generation ต่อไปได้
----- - ทักษะการใช้ออนไลน์
..ยุคดิจิตอลนี้ ใครไม่รู้จัก Internet หรือ Online Marketing คนนั้นเชย ตกยุค โบ(ราณ) หรือหลังเขา เต่าล้านปี (ว่ากันยังงี้)
..พูดถึงออนไลน์ คือ การทำงานบนโลก Internet ทำให้ได้พบกับผู้คนมากมาย หลากหลาย ทั่วโลก เหมือนที่คนพูดกันว่า "โลกไซเบอร์" แน่นอนว่า...Internet Online เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ประหยัดต้นทุน และยังเพิ่มโอกาสในทุกงานที่ทำได้มากเลยทีเดียว
----- - ทักษะการพูดในที่สาธารณะ
..หลายคน อายที่จะต้องออกไปพูดหน้าห้อง หน้าเวที งั้น...ให้ลองนึกถึงตอนเรียน เราจำเป็นต้องพรีเซนต์งานให้เพื่อนฟังหน้าห้อง จริงมั้ย..... นี่สำคัญเลยทีเดียว
...หลายคนรู้สึกว่า มันช่างเป็นเรื่องที่น่าอึดอัดเสียจริง แต่...ทักษะนี้ เป็นทักษะที่ต้องผสานไปด้วยความมั่นใจจากความชำนาญและเนื้อหาที่จะพูด แน่นอนครับว่า....เราฝึกฝนได้ และมันจะแยกเราให้แตกต่างจากคนอื่นอีกเป็นล้านคน
----- - ทักษะการพัฒนาความรู้ตัวเอง
..การเรียนรู้นั้นไม่สิ้นสุด แม้แต่ อัลเบิร์ตไอน์สไตน์ ก็ไม่หยุดเรียนรู้
..ปกติแล้วคนทั่วไปเมื่อเรียนจบจะหยุดเรียนรู้ทันที อารมณ์ว่าได้ปลดปล่อยภาระที่แสนจะกดดันแล้ว..ดีใจจะตาย
แต่หารู้ไม่ว่า....แม้แต่ โทรศัพท์มือถือ smartphone, notebook ของคุณก็จำเป็นต้องมีการเรียนรู้ นั่นคือ ต้องมีการ upgrade software firmware , เปลี่ยน version ของ Line ให้ล้ำ, Facebook ก็เพิ่ม Feather ใหม่ๆ คงไม่มีใครกล้าบอกว่า ยังใช้โทรศัพท์โบราณยุคอาม่า ที่ทำได้แค่โทร-รับ อย่างเดียวแล้ว
...แน่นอนว่า ทักษะด้านอื่นๆ ก็เช่นกัน อะไรที่ใหม่วันนี้ พรุ่งนี้ก็เก่าแล้ว ฉะนั้น เราต้องเรียนรู้ต่อไปไม่มีวันสิ้นสุด เพื่อใครหล่ะ .....ส่องกระจกสิ เจอใครก็คนนั้นแหล่ะครับ
----- - ทักษะการขาย
..ทักษะนี้ ไม่เคยมีสอนในโรงเรียน แต่กลับเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด ในการทำงานหาเงิน
บางคนปฏิเสธคอเป็นเอ็นเลยทีเดียว "ไม่ชอบการขาย" แต่จริงๆ แล้วต้องมาตรองกันครับ- สมัยเรียน คุณเคยทำรายงานมั้ย? นั่นแหล่ะครับ การขาย...ขายความรู้ที่ได้เรียนมาสู่อาจารย์ในรูปแบบของ รายงาน, สารนิพนธ์, วิทยานิพนธ์
- กับเพื่อน คุณเคยเป็นตัวตั้งตัวตีชวนเพื่อนทำกิจกรรมมั้ย, ซื้อขนมแบบที่เพื่อนชอบมาให้, หาร้านอาหารอร่อยๆ หรือที่เที่ยวเจ๋งๆ มาชวนเพื่อนมั้ย ....นั่นแหล่ะครับ การขาย
- กับหัวหน้างาน คุณเคยส่งงานหัวหน้าใช่มั้ย, คุณเคยได้รับคำชมมั้ย
- ถ้าทำงานบริการ คุณเคยได้รับคำชม คำขอบคุณจากลูกค้าที่เข้ามาติดต่อมั้ย ...นั่นแหล่ะครับ การขาย
หลายคนยังคงปฏิเสธอยู่ แต่อย่างไรก็ดี เราก็หนีไม่พ้นครับ งานขายมีหลายแบบ และแฝงอยู่ในทุกๆ กิจกรรมของเราทั้งสิ้น ไม่ว่าจะขายสินค้า, ขายบริการ หรือขายความสามารถ ทุกอย่างคือการขายทั้งสิ้น << ขายแล้วซื้อ ก็แปลว่า สำเร็จ >>
และคนฉลาด ก็จะฝึกขายตั้งแต่ยังเด็ก ขายไปเรื่อยๆ ให้มันซึมซาบเข้าเส้น
----- - ทักษะการฟัง
..สิ่งที่คนส่วนใหญ่ขาด ในยุคนี้คือ "ความสามารถในการฟัง"
..ไม่มีใครทนฟังใครแล้ว ทุกคนตั้งใจแต่จะพูดในสิ่งที่ตนต้องการ และเลือกไม่ฟังในสิ่งที่คนอื่นพูด หรืออารมณ์ฟังไปงั้นๆ ไม่ได้ใส่ใจ
ดังนั้น การตั้งใจฟัง จึงเป็นทักษะที่สร้างเสน่ห์ แสดงถึงความสนใจ ใส่ใจ และจะนำมาซึ่งความโดดเด่นให้คนที่รู้จักฟัง นั่นก็คือ การได้รู้ วิเคราะห์ และฟีดแบ็ก (feedback) ได้ตรงจุดนั่นเอง
----- - ทักษะการตั้งเป้าหมายการเงิน
..ทักษะนี้ ก็ไม่เคยมีสอนในโรงเรียนเช่นกัน
คนส่วนใหญ่หลังจากเรียนจบมา ก็มุ่งทำงานตามอาชีพที่ได้ร่ำเรียนมา ....แต่ไม่รู้วิธีตั้งเป้าหมายการเงินเลย ..หลายคน...คิดว่าทำงานให้ดี เดี๋ยวการงานก้าวหน้า เงินก็จะมาเอง
แต่หารู้ไม่ มันคือส่วนหนึ่งของ กับดักมนุษย์เงินเดือนเลย เพราะการงานที่ดีขึ้นนำพามาพร้อมกับ- ภาระหน้าที่การงานที่หนักขึ้น
- ความกดดันในหน้าที่มากขึ้น
- การใช้พลังกายที่มากขึ้น และสุขภาพที่ถดถอยลง
- การใช้เวลางานกับเวลาส่วนตัวเริ่มจะไม่ Balance แล้ว เพราะเอางานกลับมาทำบ้าน ....ผมพูดถูกมั้ยครับ ผมก็เคยอยู่ในภาวะนั้น
- รายจ่ายที่มากขึ้น ...ก็เพราะได้เงินเยอะขึ้นด้วย ....ใช่ครับ การปรนเปรอชีวิตของเราก็มากขึ้น ด้วยของใช้แบรนด์เนม , รถยนต์หรูๆ , กิน-ดื่ม ใช้จ่ายสุดโต่ง ซื้อโน่น นี่ นั่นฟุ่มเฟือย
- ท้ายสุด สำคัญม๊ากกกก "สุขภาพ" เสียหาย เพราะเราหนีพันธะทางร่างกายไม่พ้น .... สุขภาพที่เสื่อมถอย...ก็เอาเงินไปให้หมอหมด...โรงพยาบาลก็กลายเป็นบ้านหลังที่ 2 ไปเสียแล้ว
หมดยุคที่การทำงานเรื่อยๆ จะพาเราไปสู่ชีวิตที่ดีแล้ว เพราะเป็นเส้นทางที่แสนยาวนาน
- ยุคนี้ต้องฝึกตั้งเป้าหมายการเงินให้ตัวเองตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงาน และปรับเปลี่ยนเป้าหมายตามความจริง เช่น ภายใน 5 ปี จะออมในหุ้นให้มี Passive Income จากหุ้นที่ออมเดือนละ 20,000 บาท เป็นต้น
- เพราะถ้าไม่ตั้งเป้าหมายการเงิน ภายใน 5 ปี คุณจะกลายเป็นมนุษย์เงินเดือนอีกคนที่กำลังเป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่หาทางใช้หนี้ ไม่ได้ ...มีของที่ไม่ได้อยากได้จริงๆ กองทิ้งเต็มบ้าน ..และไร้เป้าหมายในชีวิต !!
เช่น ตั้งเป้าหมายว่า ทำงานสัก...xx..ปี จะมีเงินเก็บ xxx บาท แล้วจะทำ xxx ต่อ เช่น
- เก็บเงินปีละ 120,000 บาท (เดือนละ 10,000 บาท)
- อยากทำงานสัก 10 ปี ก็จะมีเงินเก็บ 1,200,000 บาท (หนึ่งล้านสองแสนบาท)
- และนำเงินเก็บนั้นไปต่อยอด เช่น ซื้อทองคำ, ลงทุนหุ้น พันธบัตร, ซื้อที่ดิน อสังหาริมทรัพย์
- หรือเปิดธุรกิจในฝัน เป็นต้น
และอย่าลืม คำนวณภาวะเงินเฟ้อ ที่จะเกิดขึ้นด้วยนะ นั่นก็คือ ราคาสินค้าจะแพงขึ้น ในขณะที่ค่าเงินเท่าเดิม (ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น แต่จริงๆ ค่าเงินเราน้อยลงๆ ทุกๆ ปี)
>>>> มาวางแผนทางการเงินกันเถอะ
เป็นเส้นทางที่โหดสัด!! แล้วจะหาทางออกอย่างไร ???
ก็ไม่ยากครับ ทางแก้ง่ายๆ ก็คือ เริ่มแก้ไขความคิดของคุณ(Mindset) ตั้งแต่วันนี้เลย ..เดินทีละก้าว แก้เลย เดินเลย
เครดิต : เสริมเพิ่มเติมจาก บทความของ #ภาววิทย์กลิ่นประทุม
🔑🔑🔑🔑🔑🔑🔑🔑🔑





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น